คุณกำลำงอยู่หน้า : Home คลังข้อมูลวัฒนธรรม ศิลปะ วิวัฒนาการของตัวอักษรจีน


วิวัฒนาการของตัวอักษรจีน

อีเมล พิมพ์

โบราณวัตถุที่ขุดพบที่นี่ มีเครื่องปั้นดินเผาหลายชิ้นที่ตามขอบปรากฏเครื่องหมายต่าง ๆ ดูคล้าย
คลึงกับรูปตัวอักษรโบราณของจีนสลักอยู่ จึงมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรจีนในเวลา

ต่อมา อย่างไรก็ตาม ตัวอักษรที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นต้นแบบที่วิวัฒนาการเป็นอักษรจีนในระยะหลัง ๆ
คือตัวอักษร “เจี่ยกู่เหวิน” ในสมัยราชวงศ์ฉาง (ประมาณ 1600-1100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ตัวอักษรชนิดนี้
สลักอยู่บนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์จำนวนนับแสนๆชิ้นที่ขุดพบในบริเวณซากโบราณสถานใกล้อำเภอ
อันหยาง มณฑลเหอหนาน สันนิษฐานกันว่าบริเวณนั้นเป็นเทวสถาน ในสมัยราชวงศ์ฉาง ซึ่งมีการ
ประกอบพิธีเสี่ยงทางอนาคตโดยจารึกคำทำนายลงไปกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ ข้อความจารึกอักษรเจี่ย
กู่เหวิน ที่นักปราชญ์ในสมัยหลังอ่านได้ มีทั้งบันทึกเรื่องการเซ่นสรวง การยกทัพไปปราบปรามเมืองอื่น
โรคภัยไข้เจ็บ ดินฟ้าอากาศ สภาพการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
              เมื่อตัดตัวอักษรที่ซ้ำกันและอักษรตัวเดียวกันแต่ใช้รูปหลาย ๆ อย่างออกไปแล้ว ตัวอักษรเจี่ยกู่ เหวินทั้งสิ้นประมาณ 4,500 ตัว แต่ละตัวมีกำหนดแน่นอนว่าจะต้องเขียนอย่างไร ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตามใจ
ผู้เขียน วิธีประดิษฐ์ตัวอักษรมีหลายวิธี บางตัวเป็นการเขียนภาพเหมือนของสิ่งของนั้น ๆ บางตัวเกิดจากการ
นำส่วนหนึ่งของตัวอักษรหลายตัวมารวมกันเป็นตัวอักษรใหม่ วิธีประดิษฐ์ตัวอักษรมีหลายวิธี บางตัวเป็น
การเขียนภาพเหมือนของสิ่งของนั้น ๆ บางตัวเกิดจากการนำส่วนหนึ่งของตัวอักษรหลายตัวมารวมกันเป็นตัว
อักษรใหม่ ซึ่งตัวอักษรใหม่นี้จะมีความหมายซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความหมายของตัวอักษรเดิม ส่วนการเรียง
ลำดับตัวอักษรให้เป็นข้อความนั้น ใช้วิธีเขียนจากบนลงล่างตรงกันเป็นแถว ในทุกวันนี้ยังมีตัวอักษรเจี่ยกู่
เหวินหลายตัวใช้กันอยู่ในภาษาจีน แต่มีการปรับปรุงให้เขียนง่ายขึ้น ในระยะเวลาไม่ห่างไกลกับที่มีการ
ใช้อักษรเจี่ยกู่เหวินนี้เอง ได้ปรากฏตัวอักษรอีกชนิดหนึ่งเรียกกันว่า “ จินเหวิน” หรือตัวอักษรทองสัมฤทธิ์
เนื่องจากพบตัวอักษรชนิดนี้หล่ออยู่บนระฆังและเครื่องทองสัมฤทธิ์อื่น ๆ

จนถึงสมัยราชวงศ์โจว (ประมาณ 1100-221 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) อักษรแบบเจี่ยกู่เหวินสูญหายไป ขณะที่อักษรจินเหวินกลับ
พัฒนาต่อมาเป็นลำดับ เครื่องทองสัมฤทธิ์จำนวนไม่น้อยในสมัยนี้จารึกตัวอักษรที่มีข้อความยาวเป็นบท ๆ แต่ละบทจะมีความยาวยิ่งกว่า
จารึกเจี่ยกู่เหวินบนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ อีกทั้งเนื้อความที่เขียนก็ละเอียดกว่า มีคำศัพท์มากกว่า ยิ่งกว่านั้นยังพิถีพิถันในเรื่องไวยา
กรณ์และสำนวนมากขึ้น กระทั่งมีกฎเกณฑ์ในเรื่องการสัมผัสแบบบทกวีด้วย นอกจากนี้อักษรแต่ละตัวก็ขีดเขียนง่ายขึ้น และภาษาหนังสือที่
เขียนด้วย อักษรจินเหวินเหล่านี้มีความใกล้เคียงกับภาษพูดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ในเรื่องการเรียงลำดับตัวอักษรให้เป็นข้อความ นอก
จากเขียนจากบนลงล่างแล้วยังเขียนเรียงเป็นแนวขวางได้ด้วย
                    จากการศึกษาตัวอักษรเจี่ยกู่เหวินและอักษรจินเหวิน ทำให้นักวิชาการสรุปว่า ในช่วงระยะนี้ตัวอักษรจีนได้วิวัฒนาการขึ้น
เป็นระบบ เครื่องหมายที่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ประเทศจีนในตอนปลายราชวงศ์โจวที่เรียกว่าสมัยชุนซิว (770-476 ปี ก่อนคริสต์กาล) และ
สมัยจ้านกว๋อหรือ “เลียดก๊ก” (475-221 ปี ก่อนคริสต์กาล) บ้านเมืองไม่เป็นปึกแผ่น มีการตั้งตัวเป็นก๊กเป็นอาณาจักรอิสระเป็นเหตุให้ท้อง
ที่ต่าง ๆ มีการใช้ตัวอักษรที่แตกต่างกันหลากหลายมากขึ้น หลังจากที่จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (ระหว่าง 259-210 ปี ก่อนคริสต์กาล) รวมประเทศ
จีน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ได้ประกาศให้ทั่วทั้งอาณาจักรเขียนหนังสือด้วยตัวอักษร “เสี่ยวจ้วน” หรือจ้วนเล็ก อย่างเดียวกัน
ทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างไปจากตัวอักษรแบบต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในสมัยชุนซิวและจ้านกว๋อ ซึ่งมักเรียกรวม ๆ ว่า “ต้าจ้วน” หรือจ้วนใหญ่ และเมื่อ
จะหมายความถึงตัวอักษรทั้งสองแบบจะเรียกว่า “จ้วนชู” หรือตัวอักษรจ้วน

                    ตัวอักษรเสี่ยวจ้วนปรับปรุงจากพวกตัวอักษรต้าจ้วน โดยให้มีขีดน้อยลงและเขียนง่ายขึ้น อีกทั้งแต่ละตัวมีความหมายแน่นอน
ยิ่งขึ้นด้วย ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ปี ค.ศ.25-220 หรือ พ.ศ. 568-763) นักปราชญ์ชื่อสี่วเส้นได้ใช้เวลาถึง 22 ปี เรียบเรียงพจนานุกรม
อักษร เสี่ยวจ้วนขึ้นมาเล่มหนึ่งเรียกชื่อย่อว่า “อธิบายความหมายตัวอักษร” รวบรวมอักษรเสี่ยวจ้วนเอาไวัทั้งสิ้น 9353 ตัว นับเป็นพจนานุกรม
เก่าแก่ที่สุด ของจีนเล่มหนึ่งและถือเป็นเอกสารสำคัญยิ่งในการค้นคว้าประวัติอักษรจีน ถือกันว่าตัวอักษรเสี่ยวจ้วนเป็นระยะกลางวิวัฒนาการ
ของตัวหนังสือจีน กล่าวคือ เสี่ยวจ้วนเป็นตัวอักษรที่ปรับปรุงขึ้นจากต้นตอเดิม ได้แก่ เจี่ยกู่เหวินกับจินเหวิน และต่อจากเสี่ยวจ้วน ตัวอักษรจีน
ก็จะวิวัฒนาการไปเป็นตัวอักษรที่เรียกว่า “ลี่ชู” กับ “ไข่ชู”
                    อันที่จริงตัวอักษรแบบลี่ชูเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยชุนซิว แต่เมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกไกลกลายเป็นตัวอักษรที่มีรูป
แบบการเขียนแน่นอน เมื่ออักษรลี่ชูแพร่หลายออกไป ได้ทำให้รูปตัวอักษรภาษาจีนเปลี่ยนแปลงไปมากด้วย กล่าวคือ สมัยก่อนเมื่อใช้พู่กัน
เขียนตัวอักษร แต่ละขีดต้องพยายามเขียนให้มีลักษณะกลม ทว่าแต่ละขีดของลี่ชูจะเป็นเหลี่ยม นอกจากนั้น เมื่อก่อนตัวอักษรแต่ละตัวจะผอม
บาง แต่แบบลี่ชูจะอ้วนกลม
                    ถึงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้เกิดความนิยมเขียนตัวอักษรที่เรียกว่า “ไข่ชู” (ตัวอักษรแบบบรรจง) ซึ่งขีดของตัวอักษรจะเรียบ
และตรงยิ่งกว่าตัวอักษรลี่ชู นอกจากนั้นในระยะเดียวกันนี้เอง ยังปรากฏตัวอักษร “เฉ่าชู” (ตัวอักษรแบบหวัด) ที่ขีดเเต่ละขีดจะเขียนอย่างต่อ
เนื่องกันไปเรื่อย สมัยสามก๊ก (ปี ค.ศ.220-265 หรือ พ.ศ.763-808) มีความนิยมตัวอักษร “สิงชู” ขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ตัวอักษรชนิดนี้ลักษณะหวัด
แกมบรรจง ทำให้เขียนได้รวดเร็วแต่ก็ยังอ่านง่ายจึงเป็นตัวอักษรที่ใช้กันมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ตัวอักษรภาษาจีนที่วิวัฒนาการมายาวนาน
เช่นนี้เรื่อง เครื่องอุปกรณ์ในการขีดเขียนก็มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย อักษรเจี่ยกู่เหวินนั้นสลักด้วยมีด จึงทำให้ตัวอักษรมีลายเส้นแหลมละเอียด
ขณะที่ตัวอักษรจินเหวินหล่อขึ้นจากโลหะ มีลายเส้นหยาบแต่สม่ำเสมอ แต่เมื่อมีการเขียนอักษรด้วยพู่กันลงบนกระดาษและไหมแพร ก็เกิด
ความนิยมตัวอักษรที่เขียนคดเลี้ยวหักมุมได้คล่องแคล่วมีเส้นหนักเบา และรูปตัวอักษรต้องได้สัดส่วน หลังจากมีอุปกรณ์ขีดเขียนอย่างพู่กัน
หมึก จานฝนหมึก และกระดาษ ที่ภาษจีนเรียกรวมกันว่า “เครื่องเขียนทั้งสี่” ทำให้การเขียนหนังสือสะดวกขึ้น ตัวอักษรจีนแพร่หลายมากขึ้น
และรูปของตัวอักษรก็แน่นอนเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้นด้วย การพิมพ์หนังสือก็มีส่วนสำคัญยิ่งในการเผยแพร่ตัวอักษร และทำให้ตัวอักษรเป็น
มาตรฐานเดียวกัน จีนสามารถพิมพ์หนังสือได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุย (ปี ค.ศ. 581-618 หรือ พ.ศ. 1124-1161 ) ถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง (ปี ค.ศ.960-1279
หรือ พ.ศ.1503-1822 ) มีการประดิษฐ์ระบบการพิมพ์โดยใช้วิธีเรียงตัวพิมพ์ ไม่ต้องมานั่งแกะแม่พิมพ์ทีละแผ่น ทำให้การใช้ตัวอักษรจีนกว้าง
ขวางยิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อกว่า 2000ปี ก่อนขณะที่บางชนชาติยังไม่มีตัวอักษรใช้ จีนมีการบันทึกเรื่องต่าง ๆ เป็นหนังสือหลายพันเล่มแล้ว
ตอนราชวงศ์ฮั่นเริ่มก่อตั้งราว 2000 ปีก่อน มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าเวลานั้นจีนมีหนังสืออยู่ 13269 เล่ม หนังสือเหล่านี้มีบทบาทสำคัญ
ในการเผยแพร่วิทยาการ ศิลปะ และวัฒนธรรม แต่ตัวอักษรจีนมิได้มีความหมายต่อศิลปวัฒนธรรมเพียงในฐานะเป็นเครื่องมือในการเขียน
หนังสือ ตัวอักษรจีนยังเป็นวัตถุดิบของศิลปะการเขียนลายมือ ศิลปะการแกะสลักตราประทับตลอดจนศิลปะการประดับตกแต่งต่าง ๆ อีกด้วย
                    อักษรจีนมิได้มีบทบาทอยู่เฉพาะภายในประเทศจีน หลายชาติที่อยู่ใกล้เคียงกับจีนได้ยืมตัวหนังสือของไปใช้กันนับพันปีแล้ว
เป็นต้นว่า ในญี่ปุ่นตัวอักษร “ฮิราคานะ” เป็นการพัฒนามาจากตัวอักษรเฉ่าชู ส่วนตัวอักษร “คาทาคานะ” ก็ปรับปรุงมาจากตัวอักษรไข่ชู
ขณะที่ทางเวียดนามได้เลียนแบบตัวอักษรจีนไปสร้างตัวอักษร “นำ” ขึ้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาษาจีนได้กลายเป็นหนึ่งในห้าภาษา
ทางการของสหประชาชาติ นั่นหมายความว่า เอกสารต่าง ๆ ขององค์การแห่งนี้จะเผยแพร่ออกไปโดยเขียนเป็นตัวอักษรจีนด้วย         
                    โลกของเราทุกวันนี้เป็นยุคแห่งข่าวสารข้อมูล มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันอย่างรวดเร็ว จึงเกิดปัญหาท้าทายขึ้นมาว่า
ตัวอักษรจีนจะเข้ากับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่เช่นนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากตัวอักษรจีนมีรูปพรรณสัณฐานต่าง ๆ นานา ทำให้เวลา
ส่งเป็นข้อมูลป้อนใส่เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือให้เครื่องประมวลผลข้อมูลออกจะใช้วิธีเดียวกับตัวอักษรที่เป็นระบบสากลตามเสียงประเทศ
ตะวันตกไม่ได้ แต่นักวิชาการในสมัยปัจจุบัน ได้เพียรพยายามค้นคิดจนได้วิธีที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานเป็นภาษาจีน
หลักการพื้นฐานของวิธีการเหล่านี้ คือ อาศัยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างของภาษาจีน ได้แก่ เสียง รูปร่าง และความหมายมากำหนด
เป็นตัวเลข เช่น อาศัยลักษณะของรูปตัวอักษรเป็นหลัก จะกำหนดว่าส่วนย่อย ๆ ในตัวอักษรแต่ละตัวนั้น รูปร่างเช่นนี้จะใช้ตัวเลขนี้ รูปร่าง
เช่นนั้นจะใชัตัวเลขนั้น เวลาจะป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็แปลงอักษรจีนแต่ละตัวให้เป็นตัวเลขเสียก่อน แล้วจึงพิมพ์ตัวเลข
เข้าไป จากการที่ตัวอักษรจีนได้วิวัฒนาการมาเป็นเวลานานนับพันปี จึงมีความหมายมากกว่าสื่อแห่งความเข้าใจเพียงอย่างเดียว หากทว่า
ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะชั้นสูงและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล  

ความคิดเห็น (0)
ผู้ลงทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถเขียนความคิดเห็นได้!