คุณกำลำงอยู่หน้า : Home คลังข้อมูลวัฒนธรรม วัฒนธรรม วัฒนธรรมชุมชนบางปลา


วัฒนธรรมชุมชนบางปลา

อีเมล พิมพ์

ในช่วงรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเลือกกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มาตั้งถิ่นฐานในพระราชอาณาจักรนั้น อาจารย์สุบินได้เล่าว่า ในช่วงนั้นมีพวกมอญ
กับพวกลาวอพยพเข้ามา รัชกาลที่ 1 โปรดพวกมอญมากกว่าพวกลาว ทรงโปรดให้พวกมอญอยู่ใกล้พระนคร คือแถบพระประแดงในปัจจุบัน แต่พวกลาว
ให้อยู่ไกลออกไปอีก คือ เขตบางพลีใหญ่ในปัจจุบันนี้ และเกาะกลุ่มกันถูกขนานนามว่า “บางลาว”    
                    ชาวบางลาวนั้นได้ตั้งชุมชนในเขตนี้ก็เนื่องจากสาเหตุของทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีป่าแสม ป่าโกงกาง สามารถตัดทำฟืนทำถ่าน
ขายเลี้ยงครอบครัวได้ดี และจากสภาพพื้นดินแถบจังหวัดสมุทรปราการ ที่เคยเป็นท้องทะเลและตื้นเขินขึ้นมานั้น ทำให้สภาพของพื้นดินเป็นที่ลุ่มน้ำท่วม
อยู่ตลอดเวลา แต่บริเวณตรงที่เราเรียกกันว่าเกาะบางลาวนี้สันนิษฐานว่าสูงกว่าที่ระดับน้ำจะท่วมถึงในหน้าน้ำแต่ละปี และต่อมาได้มีการสร้างถนนสุขุมวิท
ขึ้นจึงเปรียบเสมือนเป็นเขื่อนกั้นทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมนั้นเปลี่ยนไปจากพื้นที่ที่เป็นน้ำกร่อย น้ำเค็มท่วมเป็นประจำทุกปี กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถเพาะ
ปลูกได้และน้ำก็ไม่เป็นน้ำกร่อยอีก และคนลาวผู้ตั้งชุมชนนั้นได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น ปัจจุบันชื่อว่าวัดราษฎร์บูรณะ (วัดบางปลา) แต่เดิมเรียกชื่อวัดบางลาวด้วย
ก็เนื่องจากสาเหตุที่ว่าเจ้าอาวาสองค์แรกนั้นแต่เดิมเรียกกันทั่วไปจากชุมชนภายนอกว่า “หลวงตาลาว”
                    เมื่อมีการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น กำนันตำบลบางปลาคนแรกชื่อว่า “ขุนสมานพีระ” ซึ่งเป็นคุณตาของอาจารย์สุบิน
ต่อมาบางลาวเปลี่ยนชื่อเป็นบางปลาก็เนื่อง จากสาเหตุที่มีการประกวดแกงที่อำเภอบางพลีสมัยนายอำเภอเชื่อม (นายอำเภอคนนี้มีแขนเดียว) ชาวบางปลาแกง
ปลาหอม และแกงปลาอื่น ๆ ไปประกวดรสชาติอร่อยมาก (แต่ในการให้สัมภาษณ์ไม่ได้บอกว่าได้รางวัลหรือไม่) จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากบางลาวเป็น “บางปลา”
ก็เนื่องจากสาเหตุนี้เอง ความโดดเด่นของชุมชนบางปลานั้นเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นทางวัฒนธรรม อาจารย์สุบินได้เปรียบเทียบชุมชน
นี้ว่าเหมือนกับชุมชนละคร ดนตรี ที่นางเลิ้งเรียกกันติดปากว่า “สนามควาย” เพราะชุมชนบางปลานั้นมีการประชันแข่งขันกันในเชิงดนตรี ละคร และมีชุมชน
คณะลิเก ละครมากกว่า 10 คณะ ชุมชนคณะปี่พาทย์ไทย-มอญมากกว่า 10 คณะนั้นเอง
                    คลองบางปลาในปัจจุบันนี้เป็นคลองที่ขุดขึ้นใหม่เมื่อ 65 ปีมาแล้วเดิมคลองบางปลานี้เป็นคลองที่คดเคี้ยวมาก จึงได้ขุดคลองขึ้นใหม่ให้ตรง
และออกไปสู่ทะเลได้ง่าย ทำให้คลองบางปลาโดยสภาพแวดล้อมที่มีคลองคดเคี้ยวและมากมายหลายสายและเชื่อมต่อกันหมดนี้ นอกจากจะเป็นผลดีต่อการ
คมนาคมติดต่อซึ่งกันและกัน ทำมาหากินจากทรัพยากรนั้นยังผลทำให้ชุมชนแถบนี้รวมถึงอำเภอบางพลี บางบ่อด้วย เป็นแหล่งชุมชน “เสือ” (ผู้ร้าย)
เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นชัยภูมิที่ดีมีทางหนีที่ไล่ได้หลายทาง

            ตระกูลที่มาตั้งรกรากแต่เดิมนั้น มีดังต่อไปนี้

                   1. ตระกูลรื่นเริง                   2. ตระกูลสงฆ์สุวรรณ                   3.ตระกูลเทศมี
                    4.ตระกูลพูนุช                      5. ตระกูลฟักทอง                          6.ตระกูลเพชรรัตน์
                    7.ตระกูลกลิ่นหอม                8. ตระกูลเนตรจันทร์                     9.ตระกูลทองน้อย
                  10.ตระกูลพัดทอง                11.ตระกูลบัวแย้ม                        12.ตระกูลมาเมือง    13.ตระกูลดำทองสุข

**ละครชาตรี

                    ในชุมชนบางปลานั้นเป็นชุมชนศิลปะการแสดงนาฎศิลป์ ดนตรีไทยที่สืบทอดกันมาภายในกลุ่มของครอบครัว และรวมตัวกันอยู่ในบางปลานี้
หลายคณะ ส่วนคณะละครชาตรีที่ได้ไปศึกษานั้น เป็นกลุ่มของคณะสุดประเสริฐ ซึ่งเป็นกลุ่มละครชาตรีที่สืบทอดกันมายาวนานคณะหนึ่ง และมีวงดนตรีไทย
ของตนเองด้วย
                    คณะสุดประเสริฐโดยแม่ประเสริฐ ศรีอ่อน อายุ 63 ปี ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับคณะของตนเอง ดังนี้ แม่ประเสริฐเล่าว่าจัดคณะละครมาตั้งแต่
10 ขวบโดยฝึกหัดกับ “ แม่ครูจิบ รุ่งไพโรจน์” ซึ่งหนีภัยสงครามมหาเอเชียบูรพา มาจากกรุงเทพฯ อีกทั้งแม่ครูจิบนี้เป็นครูละครชาตรีจากเพชรบุรี บ้านเดิม
ตำบลหัวตะพาน บ้านวังตะโก มีใบรับรองหรือสมุดประจำตัวของศิลปินที่ออกโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งออกให้แก่ผู้ทำงานด้านศิลปะให้ทุกคน
ไปสอบเทียบ
                    แม่ประเสริฐเล่าว่าเดิมทีเดียวนั้น ครอบครัวของนางเองก็มีความสามารถทางด้านนี้อยู่แล้ว โดยแม่ของแม่ประเสริฐเองชื่อแม่บุญชู (อายุ 80 ปี
ยังมีชีวิตอยู่) ก็เป็นนักแสดงละครชาตรีอยู่แล้ว และแม่ของแม่บุญชูชื่อ ยายเงินก็เป็นละครชาตรีอยู่แล้ว ยังมีย่าเยื้อนอีกคนหนึ่งของแม่ประเสริฐ ซึ่งแต่เดิม
กลุ่มละครชาตรีในบางปลาส่วนใหญ่เป็นศิษย์ของ “ครูวัน” ที่อยู่บางเพรียงใกล้ ๆ กับบางปลา โดยแม่บุญชูนั้นก็เป็นศิษย์ของ “ครูวัน” ด้วยเช่นกัน
  
                
การหัดละครชาตรีของแม่ประเสริฐนั้นหัดแบบพื้นบ้านโดยความสมัครใจของเด็ก ๆ เป็นส่วนใหญ่ โดยที่ตกเย็นแม่ครูจิบก็จะตีโทนเรียกเด็ก ๆ
มาหัดกัน พวกเด็กชายก็พายเรืออีแปะดูสาว ๆ รำ ค่าแรงในการรำละครนั้น แต่เดิมเริ่มแรกแม่ประเสริฐได้รับสองสลึงจนถึงเมื่อมาเล่นเป็นตัวเอกจึงได้รับ 6 บาท
ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้นและไม่รวมถึงรางวัลที่ผู้ชมให้ แม่ประเสริฐเล่าว่าไม่ต้องใช้เงินค่าตัวเลย ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกับเงินรางวัลที่ผู้ชมใส่ไป
“พร้อมพวงมาลัยขนมปัง” ก็อยู่ดังได้แล้ว มือระนาดนั้นถ้าได้เงินค่าตัว 3 บาท ก็ดีใจแทบตาย เรื่องที่เล่นประจำและแสดงได้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมก็คือ
เรื่องแก้วหน้าม้า
                    เมื่อแม่ประเสริฐหัดละครจากแม่ครูจิบแล้วก็ไปเข้าคณะละครของยายแจ๋ว (ซึ่งปัจจุบันเลิกแล้ว) แล้วต่อมาก็มาอยู่คณะยายพุด ซึ่งเป็นแม่สามี
(นายเชิด) ซึ่งคณะยายพุดนี้มีทั้งวงปี่พาทย์และคณะละคร ต่อมาเมื่อแม่พุดและสามีได้เสียชีวิตแล้ว คณะละครและวงปี่พาทย์จึงได้ตกมาอยู่ในการดูแลของ
แม่ประเสริฐ ซึ่งได้แบ่งให้ลูกชายคนโตที่ชื่อสุชาติเป็นคนดูแลวงปี่พาทย์แทนบิดาแล้วตนเองดูแลคณะละครแทน ละครชาตรีเสื่อมความนิยมลงเนื่องจาก
สาเหตุรัฐนิยม คือ ผู้นำประเทศบอกว่าการเล่นละครชาตรีแบบนั่งล้อมวงไม่มีฉากมีแท่นนั่งอย่างเดียว และเล่นบนพื้นดินนั้นไม่สุภาพ (แม่ประเสริฐเล่าว่า
บางทีตัวละครเอาลูกไปด้วย ลูกก็กินนมขณะแสดงก็ต้องเปิดผ้าให้นมลูกขณะแสดงก็มี) ในปัจจุบันนี้การเล่นละครชาตรีนั้นส่วนใหญ่จะเล่นเนื่องในการแก้บน
เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องมีการประยุกต์เล่นละครร้องในลักษณะอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น เรียกรางวัลจากคนดูด้วย มีการร้องเพลงลูกทุ่งเพื่อเข้าไปเรียกพวงมาลัย
หรือรางวัลจากผู้ชม
                    คณะละครสุดประเสริฐเป็นคณะละครที่โดดเด่นคณะหนึ่งของชุมชน เกาะบางปลานี้เนื่องจากเป็นคณะที่มีการฝึกหัดที่มีระเบียบแบบแผน
คณะหนึ่งจากแม่ครูจิบ และเป็นคณะที่จัดไหว้ครูใหญ่ประจำปี (ซึ่งไหว้ครูในวันพฤหัสสบดีที่ 2 ของเดือนสิงหาคมของทุกปี) การเล่นละครนั้นผู้ชมชอบคณะ

สุดประเสริฐตรงที่เครื่องแต่งตัวสวยแสดงเร็วสนุกสนานเร้าใจและใช้หนุ่มสาวเล่น และแม่ประเสริฐได้จัดงานศพให้แม่ครูจิบเมื่อ พ.ศ. 2510 โดยไปรับศพ
มาจากกรุงเทพฯ มาเผาที่วัดราษฎร์บูรณะ (วัดบางปลา) ลูกศิษย์ของแม่จิบเฉพาะบางปลาที่เดียว มากกว่า 300 คน
ได้มาร่วมในพิธีศพและกระดูกได้บรรจุอยู่
ที่วัดราษฎร์บูรณะนี้เอง     
                    การสืบทอดของกลุ่มละครและวงปี่พาทย์นั้นยังมีต่อเนื่องในชุมชนเกาะบางปลาแห่งนี้เด็กเล็กขนาด 8-10 ขวบ ถ้าเป็นชายก็จะให้หัดเล่นดนตรีไทย
ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็จะให้หัดละคร ทั้งนี้เป็นไปโดยความสมัครใจของเด็ก ๆ การซ้อมละครนั้นก็จะช่วยกันที่ลานกว้างหน้าบ้าน เด็ก ๆ ก็มามุงดูกันและบางทีก็ช่วย
เคาะกรับ ตีฉิ่งด้วยเป็นการเข้าคณะละครไปในตัว เด็ก ๆ ของชุมชนนี้บางคนไปเรียนต่อทางด้านดนตรีจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่สถาบัน
ราชภัฎบ้านสมเด็จฯ ก็มีหลายคน

** วัฒนธรรมด้านอาหาร

                    ชุมชนมีวัฒนธรรมด้านอาหารน่าสนใจ เนื่องจากรสมือของแม่ครัวของชุมชนบางปลา สิ่งที่โดดเด่นของชุมชนนี้ก็คือ “ขนมกง” ซึ่งเป็นขนมท้องถิ่น
ทั่วไปของเมืองไทย แต่ที่บางปลานี้พิเศษตรงรสชาตินั้นอร่อยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
                    ผู้ให้ข้อมูลด้านอาหารคือ นางคำนึง จันทร์ดี อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ 5 นางคำนึงให้ข้อมูลว่าตนเองนั้นขายขนมเป็นอาชีพหลักโดยมีสามี
เป็นคนช่วย ขนมนั้นเป็นจำพวกแป้งเป็นส่วนใหญ่ เช่น ขนมกง ขนมใส่ไส้ ขนมสายบัว เป็นต้น โดยนางคำนึงเรียนการทำขนมจากมารดา ชื่อ นางเน้ย และนางเน้ย
นี้ได้เรียนการทำขนมจากน้าสาวอีกที เพราะนางเน้ยนี้กำพร้าอยู่กับน้า และได้ใช้ชื่อยี่ห้อขนมในปัจจุบันว่า “ขนมแม่เน้ย”    
                    ขนมกงของนางคำนึงมีลักษณะพิเศษตรงที่ข้างนอกกรอบ และเนื้อในนุ่ม นางคำนึงจึงทำขนมกงที่มีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว
ซึ่งจะใหญ่กว่าขนมกงเจ้าอื่น ๆ และทิ้งค้างคืนไว้ได้หลายวัน รสชาติขนมกงหอมใครทำได้ดีเท่า นางคำนึงจะทำขนมกงในช่วงออกพรรษาจนถึงประเพณีรับบัว
เท่านั้น ในช่วงนี้นางคำนึงจะทำขนมกงได้ทั้งสิ้นประมาณหนึ่งแสนกง (กงละ 6 บาท) เนื่องจากขนมกงนี้จะต้องใช้แรงและเวลามากใครทำก็ไม่ถูกใจ เคยจ้างคนอื่น
ทอดก็มักจะแตกเป็นส่วนใหญ่และขนมกงของนางคำนึงจะต้องใส่ส่วนผสมที่เสาะหามาโดยเฉพาะแห่ง เช่น น้ำตาลจะต้องซื้อน้ำตาลจากแม่กลองเท่านั้น เป็นต้น
แต่ขณะนี้ไม่มีผู้สืบทอดทำขนมกงจากนางคำโดยเฉพาะลูกๆหันไปทำงานอย่างอื่นหมด

วิธีทำขนมกง

                    1. นำถั่วเขียวโม่เป็นซีกขัดเอาเปลือกออกผสมน้ำ แล้วร่อนให้เป็นฝุ่น
                    2. คั่วแป้งข้าวเจ้าให้เหลือง
                    3. เคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้เหนียว เอาแป้งกับถั่วผสมเคี่ยวน้ำตาลคนให้เข้ากันนวดให้เหนียวติดกัน
                    4. ปั้นแป้งที่ได้ให้เป็น “กง”
                    5. นำแป้งข้าวเหนียวโม่ ตากแดด 2 แดด นวดกับกะทิ แล้วละลายน้ำนำขนมกงชุบแล้วทอดไฟกลาง นอกจากนี้นางคำนึงยังได้บอกว่ามีอาหารที่ขึ้นชื่อ
                        ของชุมชนนี้อีก คือ แกงคั่วปลาหมอ และได้ให้ข้อมูล ดังนี้

แกงคั่วปลาหมอ
                    แกงคั่วกับแกงฉู่ฉี่เป็นคำเรียกเดียวกัน ส่วนผสมของพริกแกงมี กะปิ เกลือ น้ำตาล ข่าตะไคร้ มะกรูด พริกแห้ง (ถ้าต้องการเผ็ดมากให้ใส่พริกขี้หนู)
กะทิ โหระพา พริกอ่อน
วิธีทำ

                    นำพริกแกงผัดในกะทะให้หอมและแตกมันแล้วนำปลามาใส่ทีละน้อย ๆ จึงต่อด้วยกะทิที่เหลือใส่ตามลงไปปรุงรสให้ถูกใจอีกที

บทสรุปเพื่อการเริ่มต้นกับวัฒนธรรมชุมชนบางปลา

                    บทสรุปของข้อเขียนนี้จึงเป็นบทสรุปของการเริ่มต้นความคิดดี ๆ หลาย ๆ เรื่องจากการสำรวจ หลาย ๆ คนทราบดีว่าถ้าเมืองไหนมีศิลปวัฒนธรรม
อันดีงาม มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีวิถีปฏิบัติที่งดงาม มีจริยธรรมคุณธรรม ก็ทำให้เมืองนั้นน่าอยู่และหลาย ๆ คนต้องการไปตั้งรกราก ไปปักหลักชีวิตหรือ
เริ่มต้นชีวิตใหม่
                    ชุมชนเกาะบางปลาแม้จะไม่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ไม่มีบ้านเรือนที่มีระเบียบแบบแผนไม่มีผู้นำชุมชนที่เป็นปราชญ์มากมาย แต่ชุมชนนี้มีหลักที่
ยึดถือกันด้วยความภักดีต่อศิลปะ มีกฏระเบียบของศิลปกรรมที่เข้มแข็งที่สามารถควบคุมสังคมได้ดี จากครูถึงครู และความรู้ที่ให้ลูกศิษย์ยึดมั่นในกฎเกณฑ์
จริยธรรมทางศิลปกรรม ทางเลือกแห่งการศึกษาจึงเป็นทางเลือกความเป็นไท ซึ่งมีมากกว่าหนทางเดียวของคนในชุมชนแห่งนี้                                 
                    บทสรุปนี้ไม่ใช่ข้อเสนอที่ต้องการแช่แข็งหรือหยุดความงดงามของชุมชนเพียงเท่านี้ แต่ชุมชนจะต้องดำเนินต่อไปบนรากฐานในแนวทางของตนเอง
ปัญหาของชุมชนนี้เป็นผลกระทบจากสังคมและสภาพแวดล้อมภายนอกที่แวดล้อมด้วยคนย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ และปัญหาการตื้นเขินของลำคลอง เป็นต้น
และปัญหาเหล่านี้คงจะถูกแก้โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาต่อไป
                    ความคิดดี ๆ กับชุมชนบางปลานั้นเริ่มจากการจัดทำ “วัฒธรรมสัญจรชุมชนบางปลา” โดยเริ่มต้นจาก มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
ลงเรือที่คลองบางน้ำจืด หรือคลองบางโฉลงก็ได้ประมาณสิบโมงเช้าแวะวัดบางโฉลงในชมอุโบสถและศิลปกรรมต่าง ๆ ของวัดก่อน แล้วเดินทางต่อไปยังคลอง
สำโรงเข้าคลองบางปลา ชมการแสดงละครชาตรีกลางลานบ้าน เรื่องแก้วหน้าม้า ต่อด้วยอาหารเที่ยงริมคลองบางปลาใต้ต้นไม้ใหญ่บนสนามหญ้า ด้วยอาหาร
พื้นบ้าน ข้าวห่อใบบัว ตามด้วยขนมใยบัว และขนมดอกโสน จากนั้นตอนบ่ายก็ไปชมการผลิตปลาสลิดตามคลองบางปลา บ่ายคล้อยกลับมาที่เกาะบางปลาเพื่อกิน
ของว่าง คือ ขนมกง กับน้ำชาหรือกาแฟก็ได้ พร้อมกับฟังการบรรเลงปี่พาทย์ อิ่มหนำสำราญแล้วก็ซื้อขนมต่าง กลับบ้านด้วยความสุขเป็นการส่งเสริมศิลปินพื้นบ้าน
ได้เป็นอย่างดี
                    ความคิดดี ๆ ยังมีอีกมากมายทั้งที่เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ จัดการและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาชาวบ้าน
ของชุมชนบางปลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการองค์กรธุรกิจขนาดย่อมแบบพึ่งตนเอง การจัดการด้านระบบของงานดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้าน บนพื้นฐาน
ความต้องการของชาวบ้านและให้ชาวบ้านและให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาชุมชนเกาะบางปลาให้เป็น “อุทยานการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น” ต่อไป

บรรณานุกรม : องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา เอกสารโรเนียว
สัมภาษณ์ 1. นางประเสริฐ ศรีอ่อน อายุ 63 ปี 2. นางคำนึง จันทร์ดี อายุ 65 ปี 3. อาจารย์สุบิน โพธิประสิทธิ์ อายุ 65 ปี

ความคิดเห็น (0)
ผู้ลงทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถเขียนความคิดเห็นได้!