คุณกำลำงอยู่หน้า : Home คลังข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณี ประเพณีพิธีทอดกฐิน


ประเพณีพิธีทอดกฐิน

อีเมล พิมพ์
คำว่า “กฐิน” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 คือ “ผ้าที่ถวายพระซึ่งจำพรรษาแล้ว”
                    การทอดกฐิน ก็คือการนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าสงฆ์ ซึ่งมีจำนวนอย่างน้อย 5 รูป โดยมิได้เจาะจงว่าจะถวายภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

                    การทอดกฐิน มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงกลางเดือน 12 มีกำหนด 1 เดือน ภายหลังจากออกพรรษาแล้วจะทอดก่อน
หรือภายหลังที่กำหนดนี้ไม่ได้เหตุผลที่มีการกำหนดทอดกฐินขึ้นนี้มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเชตุวนาราม ซึ่งเป็น
พระอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวายเป็นพุทธานิวาส มีภิกษุชาวเมืองปาฐาประมาณ 30 รูป ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงธุดงค์ทั้งสิ้น คือ อรัญญิกธุดงค์
(ถือการอยู่ป่า) บิณฑปฏิกธุดงค์ (ถือการเที่ยวบิณฑบาต) ปังสุกุลิธุดงค์ (นุ่มห่มผ้าบังสกุล) และเตจีวริกธุดงค์ (ใช้จีวร 3 ผืน) จะพากันมาสู่เมืองสาวัตถุเพื่อเฝ้า
พระศาสดา เมื่อเดินทางรอนแรมมานั้นก็ใกล้จะถึงฤดูเข้าพรรษาแล้ว ครั้งจะเดินทางมาเข้าพรรษา ณ เมืองสาวัตถุก็ไม่ทันจึงพากันเข้าพรรษาที่เมืองสาเกต
ซึ่งมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถี 6 โยชน์ เมื่อออกพรรษาจึงรีบมาเฝ้า ต้องฝ่าฝนลุยน้ำลุยโคลนมา พระองค์จึงมีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายรับผ้ากฐิน
ในระยะภายหลังจากออกพรรษาไปแล้วอีกเดือนหนึ่ง จึงถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้

           
ต่อมามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น เป็นต้นว่า ผ้าที่ถวายกฐินไม่เพียงพอแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ไม่รู้จะให้ใครเป็นผู้รับผ้ากฐิน จึงเป็นเหตุให้พระศาสดา
ทรงบัญญัติ เพิ่มเติมเพื่อจะให้ผ่อนผันหาความสะดวกในพระธรรมวินัย จึงได้มีพระบรมพุทธานุญาตให้ภิกษุจำพรรษาตลอด 3 เดือน ที่มีจีวรเก่าแก่เพื่อและ
เป็นผู้ฉลาด ในพระธรรมวินัยเป็นผู้รับผ้ากฐิน ซึ่งนับว่าเป็นผู้ได้อานิสงฆ์ ตามพุทธดำรัสว่า

           
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตเพื่อจะกรานกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่จำพรรษาแล้ว อานิสงฆ์ 5 ประการจักสำเร็จแก่เธอทั้งหลาย
ผู้ได้กรานกฐินแล้วนั้นอานิสงฆ์ 5 ประการ คือ

                 1.อนามนตจาโร เที่ยวไปในละแวกบ้านโดยไม่ต้องอาบัติด้วยจารีตสิกขาบท
                2.สมาทานจาโร เที่ยวไปโดยไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบก็ได้ โดยมิต้องอาบัติด้วยทุติยกฐินสิกขาบท
                3.คณโภชน. ฉันคณะโภชนะได้โดยไม่ต้องอาบัติด้วยคณะโภชนะ และปรัมปรโภชนะ ทั้ง 2 สิกขาบท
                4.ยาวทตถจึรว เก็บอดิเรกจีวรไว้โดยที่ยังมิได้วิกับป์และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติด้วยปฐมกฐิน สิกขาบท
                5.โย จ ตตถ จีวรปปาโท โส เนส ภวิสสติ จีวรลาภอันใดที่เกิดขึ้นมีขึ้นในอาวาสนั้น จีวรลาภอันนั้นจักเป็นของภิกษุทั้งหลายผู้ได้รับกฐินแล้ว

                    เมื่อสมเด็จพระตถาคต ได้ทรงอนุญาตกฐินนัตถาวิธี คือ วิธีกฐินและอานิสงฆ์ของพระภิกษุผู้ได้กฐินฉะนี้แล้ว พระองค์ทรงแสดงวิธีกรานกฐิน
เป็นลำดับต่อไปว่า การกรานกฐินนั้นต้องทำอย่างนี้ คือ ให้ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถผู้มีกำลังพอ ประกาศให้สงฆ์ทราบในการที่จะมอบหมายผ้ากฐินนั้นให้เป็น
สิทธิแก่ภิกษุร ูปใดรูปหนึ่ง เพื่อจะได้กรานกฐิน ด้วยทุติยกรรมวาจาว่า สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ เป็นอาทิดังนี้ ก็กฐินนัตถารวินัยกรรมนั้น ภิกษุทั้งหลายจะต้องทำ
ให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตทุกประการ จึงจะนับว่าเป็นกฐินนัตตถารกิจ

                                                                        คำถวายผ้าพระกฐินหลวง
                                            อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน
                                            ภันเต สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคันหาตุ ปะฏิคคะเหต.วา จะ
                                            อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
                    แปลว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งผ้ากฐิน
กับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
                                                                                            คำถวายผ้าพระกฐินอีกแบบหนึ่ง
                                            อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ (ว่า 3 หน)
                    แปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระสงฆ์ (แบบที่องค์การศึกษาคณะสงฆ์รับรองแล้ว)

                    เมื่อจบคำถวายนี้แล้ว พระสงฆ์จะรับพร้อมกันว่าสาธุ แล้วผู้เป็นเจ้าภาพหรือเป็นประธานในการทอกฐินนั้นก็เข้าไปเอาผ้าไตรกฐินประเคน
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ หรือจะไม่ประเคนเอาไปวางไว้เฉย ๆ ก็ได้ แล้วต่อจากนั้นก็จัดการถวายเครื่องบริขารต่าง ๆ ตามที่ได้ตระเตรียมมา ต่อจากนั้น
พระสงฆ์ก็จะได้จัดการมอบผ้าไตรกฐินนั้นให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ลงความเห็นแล้วว่าเป็นผู้สมควรจะได้รับผ้านั้น เมื่อท่านทำพิธีกรานกฐินเสร็จแล้ว
ท่านก็จะได้อนุโมทนาต่อไป

จุลกฐิน
                     ประเพณีทอดกฐินอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า จุลกฐิน ซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่โบราณกาล การทอดกฐินจุลกฐินนี้ถือว่าได้รับอานิสงฆ์มากเช่นเดียวกัน
สิ่งของที่จะต้องเตรียมในการทอดกฐินที่สำคัญที่สุดขาดมิได้ก็คือผ้า ผ้าจะเป็นผ้าขาวยังไม่ได้เย็บ ยังไม่ได้ย้อม หรือเป็นจีวรสำเร็จรูปก็ได้ จะเป็นผ้าจีวร
หรือผ้าสบงหรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ สาระสำคัญของกฐินคือผ้าที่กล่าวนี้ เป็นของขาดมิได้สำหรับวัดมหานิกายท่านรับจีวรสำเร็จรูป วัดธรรมยุตท่านรับผ้าขาว
ที่ยังไม้ได้ตัด วัดใดท่านรับอย่างไร ก็ต้องจัดถวายให้ถูกความประสงค์ ส่วนของอย่างอื่นที่ถวายในคราวทอดกฐินนั้น เรียกว่า บริวารกฐิน มากหรือน้อยตามศรัทธา
เจ้าภาพจะจัดบริวารกฐินเป็น 2 ประเภท คือ ของถวายพระประเภทหนึ่ง และของถวายเป็นของกลางเพื่อประโยชน์ของสงฆ์โดยส่วนรวมอีกประเภทหนึ่ง เช่น เลื่อย
ค้อน สิ่ว กบไสไม้ ขวาน สำหรับซ่อมแซมพระอาราม เป็นต้น
กำหนดการทอดกฐิน ต้องเป็นวันใดวันหนึ่งระหว่างแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เป็น
เวลา 29 วัน เมื่อถึงวันทอด เจ้าภาพก็นำผ้ากฐินพร้อมด้วยสิ่งของอันเป็นบริวารไปวัด พระท่านจะลงประชุมรับกฐินในโบสถ์ เมื่อพระสงฆ์ลงประชุมพร้อมแล้ว
ก็เริ่มทำพิธีถวาย เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อน จึงประคองผ้ากฐินขึ้นพนมมือ หันหน้าไปทางพระประธานว่านโม 3 จบ แล้วหันหน้าไปทางพระสงฆ์
กล่าวคำถวาย
เมื่อผู้ถวายกล่าวคำถวายจบแล้ว พระสงฆ์ก็จะกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกัน การถวายผ้ากฐิน ต้องถวายเป็นสังฆทานเสมอ จะเจาะจงรูปหนึ่งรูปใดไม่ได้
เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวคำถวายจบแล้ว ให้ประเคนผ้ากฐินแก่พระรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ในลำดับที่ 2-3 หรือรองลงไป ไม่นิยมประเคนเจ้าอาวาส ซึ่งจัดเป็นผู้ครอง
กฐิน หรือจะวางไว้ตรงหน้าสงฆ์โดยไม่ประเคนเลยก็ได้ การที่วางผ้าไว้เฉย ๆ ไม่ต้องประเคนนี้เรียกว่า ทอดผ้า เช่น ทอดผ้าป่า ทอดผ้าบังสกุล เป็นต้น เมื่อผ้าที่ทอด
นั้นเป็นผ้ากฐินเราจึงเรียกว่า ทอดกฐิน เมื่อทอดกฐินแล้วก็ถวายของบริวาร เสร็จแล้วพระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จการทอดกฐิน

การทอดกฐินเป็นการทำบุญที่แปลกกว่าการทำบุญวิธีอื่นๆ หลายอย่าง เช่น
            1.กฐินจำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานอย่างเดียวเท่านั้น จะเจาะจงถวายพระรูปหนึ่งรูปใดไม่ได้
            2.กฐินจำกัดเวลา ต้องถวายภายในเวลาจำกัด คือ ภายใน 29 วัน นับแต่วันออกพรรษา
            3.กฐินจำกัดงาน คือ พระที่รับต้องตัดเย็บและครองให้เสร็จภายในวันนั้น
            4.กฐินจำกัดของถวาย คือ ต้องถวายเป็นผ้าจีวร หรือสบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่งจึงจะเป็นกฐินถ้าถวายของอื่นไม่เป็นกฐิน

            5.กฐินจำกัดผู้รับ คือ พระที่รับกฐินต้องเป็นพระที่จำพรรษาวัดนั้น พรรษาไม่ขาดและต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป ต้องลงรับกฐินโดยพร้อมเพรียงกัน
            6.กฐินจำกัดคราว คือ วัดหนึ่ง ๆ รับกฐินได้ครั้งเดียวใน 1 ปี

                    เมื่อทอดกฐินแล้ว มีประเพณีปักธงกฐินไว้ที่หน้าวัด เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าวัดนี้ได้ทอดกฐินแล้ว การทอดกฐินนั้น พระอารามใดที่เป็น
พระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปทอดด้วยพระองค์เองบ้าง และพระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์นำไปถวายแทนพระองค์บ้าง
ได้พระราชทานให้กรมกองต่าง ๆ นำไปทอดบ้าง
ส่วนวัดราษฎร์นั้น ชาวบ้านจะจัดการทอดกันเองโดยทำเป็นกฐินสามัคคี หรือจะทอดแต่ผู้เดียวก็ได้ ก่อนที่
จะนำไปทอดนั้น จะต้องจองกฐินเสียก่อน ป้ายประกาศนั้นจะปิดไว้ตั้งแต่ในพรรษา เพื่อจะได้มีผู้พบเห็นและจะมาร่วมทำบุญด้วย ยังมีพิธีทอดกฐินอีกอย่างเรียกว่า
จุลกฐินที่ต้องทำตั้งแต่ปั่นฝ้าย ทอ เย็บ ย้อมผ้า กฐิน และถวายสงฆ์ให้เสร็จในวันเดียว พุทธศาสนิกชนถือว่าเมื่อได้ทอดกฐินแล้วเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นผลบุญทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ตามเรื่องที่เล่ากันว่า
ในอดีตกาล ครั้งเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โกณฑัญญะได้เสด็จอุบัติขึ้นในเมือง
สัมมวดี ในสารกัลป์ พระโกณฑัญญะพุทธเจ้านั้นมีพระพุทธบิดาทรงนามว่า อานันทราช มีพระมารดาทรงนามว่า สุชาดา มีพระมเหสีทรงนามว่าสุบินเทวี

พระโกณฑัญญะพุทธเจ้านั้นได้เป็นฆราวาสครองราชสมบัติอยู่หมื่นปีได้เสด็จออกสู่มหาภิเนษกรม ด้วยยานพาหนะ ทรงกระทำความเพียรอยู่ 10 เดือน
แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณที่โคนต้นไม้ ขานาง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกมีพระภิกษุรวมประมาณแสนโกฏิเป็นบริวาร
ได้ทรงเสด็จโปรดเวไนยสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอันดับมา จนเสด็จบรรลุถึงเมืองอรัญญวดี ที่เมืองอรัญญวดีนี้ พระบรมโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้
ได้กำเนิดเป็นพระบรมจักรพรรดิราช ทรงพระนามว่า จิตรราช มีอำนาจแผ่ไปทั่วทวีปทั้ง 4 เมื่อพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิได้ทรงทราบว่า พระโกณฑัญญะ
สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จมามาถึงประเทศของพระองค์ พระองค์มีความโสมนัสยิ่งนัก จึงเสด็จออกไปต้อนรับพร้อมด้วยข้าราชบริวารทั้งหลายแล้วอัญเชิญ
พระศาสดาเสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศน์แล้วพระเจ้าจิตรราช พร้อมด้วยบริวารก็ได้ถวายอาหารทานต่าง ๆ เมื่อเสด็จจากภัตติกิจแล้ว พระองค์จึงหลั่งน้ำทักษิโณทก
ตกลงเหนือพระหัตถ์
เมื่อเสร็จแล้วจึงสั่งให้ทำความสะอาดราชอุทยานของพระองค์ ถวายเป็นพุทธาวาสของพระสงฆ์ พระโกณฑัญญะสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จ
จำพรรษาอยู่ในอัญชนราชอุทยาน พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นพุทธบริวาร พระเจ้าจิตรราชก็ได้ทรงถวายทานเป็นเนืองนิจ
ครั้นครบกำหนด 3 เดือนแล้วพระโกณฑัญญะ
สัมมาพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ก็ได้ทำปวารณาพรรษา พระเจ้าจิตราชมีพระราชประสงค์จะบริจาคมหาทานอันยิ่งใหญ่ จึงมีพระบรมราชโองการให้ป่าวร้องประชาชน
ให้ประดับตกแต่งพระนครของพระองค์ ด้วยธงชาติ ให้ปลูกต้นกล้วยต้นอ้อยไว้สองข้างทาง จนถึงอัญชนะราชอุทยานดลภาพระนิเวศน์ของพระองค์

รุ่งเช้าสมเด็จพระเจ้าจิตรราชเสด็จพระราชดำเนินแล้ว ให้ข้าราชบริพารถือเอาคู่ผ้าคนละคู่ ๆ และเครื่องสักการะคนละสำรับ เสด็จไปตามทางที่ตกแต่งประดับประดา
เอาไว้ ครั้นถึงราชอุทยานก็ถวายคู่ผ้าเพื่อกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ มีสมเด็จพระโกณฑัญญะสัมมาพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทรงเปล่งวาจาว่าข้าพเจ้าขอถวายผ้าพระกฐิน
แด่พระภิกษุสงฆ์ เมื่อเสร็จจากพิธีถวายผ้ากฐินแล้ว ก็ทรงประทับอยู่ ณ ราชอาสน์อันสมควรอีกข้างหนึ่ง แล้วจึงทรงอังคาสพระภิกษุสงฆ์ด้วยภัตตาหารต่าง ๆ

สมเด็จพระโกณฑัญญะสัมมาพุทธเจ้าก็เสด็จประทับ ณ ท่ามกลางแห่งพระภิกษุสงฆ์ ฝ่ายพระเถรเจ้าชื่อพระภัททานิกรรม ก็ได้กรานกฐินนั้น เมื่อเสร็จจากการกรานกฐิน
แล้วสมเด็จพระโกณฑัญญะสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จประทับในท่ามกลางพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ส่วนสมเด็จพระเจ้าจิตรราชก็เสด็จเข้าไปใกล้
สมเด็จ พระโกณฑัญญะสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วทรงตั้งปณิธานว่า

                                        อิมินา กฐินทาเนน พุท.โธ โหมิ อนาคเต ยทา สพ.พญ.ญุตปต.โต ตารยิส.สามิ ปาณิน
                        แปลว่า ด้วยอำนาจกฐินทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลโน้นเถิด ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
แล้วในกาลใดก็จะรื้อขนสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏในกาลนั้น

               ครั้นจบคำอธิษแล้ว สมเด็จพระโกณฑัญญะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิจารณาดูแล้วเห็นว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นึ้จักสำเร็จสมประสงค์ จึงทรง
พยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแห่ง 3 อสงไขยแสนกัลป์ นับแต่กัลป์นี้ไปในอนาคตกาลข้างหน้าบรมจักรพรรดิพระองค์นี้จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่า โคดม พระนครที่ประสูตินั้นจักมีนามกบิลพัสดุ์ พระพุทธบิดาทรงพระนามว่า สุทโธทนะมหาราช พระพุทธมารดาทรงพระนามว่า สิริมหามายาเทวี
จักมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า พิมพา จักมีพระราชโอรสทรงพระนามว่า ราหุลกุมาร พระโคดมพุทธเจ้านั้นจะครองเรือนเป็นฆราวาสอยู่ 29 ปี แล้วเสด็จออกสู่
มหาภิเนษกรมด้วยม้ากัณฐกะ จักทรงนำทุกกริยาอยู่ 6 ปี แล้วจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูปุรณมีเพ็ญเดือน 6 จะมีปริพาชกทั้ง 2 ชื่อว่า โกลิตะ
และอุปติสสะ เป็นพระอัครสาวกซ้าย ขวา จักมีภิกษุอุปฐากชื่อ อานนท์ จักมีอัครสาวิกาทั้ง 2 ชื่อเขมาภิกษุณี และอุบลวัณณา ภิกษุณี จักมีมหาอุบาสกชื่ออนาถบิณฑิก
เศรษฐี จักมีมหาอุบาสิกาชื่อวิสาขา

                        ครั้นสมเด็จพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิได้ทรงสดับพระพุทธยากรณ์ดังกล่าวนั้น ก็ทรงยินดีปราโมทย์เป็นที่ยิ่ง ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นถวายนมัสการ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะ ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา มีทานกถา เป็นต้น ครั้นจบพระธรรมเทศนาลงหมู่มหาชนคนทั้งหลาย ก็บรรลุ
ธรรมาภิสมัย คือ มรรคผลเป็นอันมาก

               การทำบุญถวายผ้ากฐินจึงมีอานิสงฆ์ดังได้กล่าวมาแล้ว เป็นการช่วยจรรโลงพระศาสนาให้รุ่งเรืองถาวรสืบไป ผู้ที่ได้ทำบุญก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้ำจุน
พระศาสนา ผู้ที่ได้รับคือภิกษุสงฆ์ ได้อาศัยปัจจัยสี่เป็นการดำรงขึ้นให้มีติดอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อสั่งสอนธรรมแก่ชาวโลกเป็นการสืบศาสนาให้ถาวร ซึ่งชาวพุทธ
ควรจะปฏิบัติประเพณีอันดีงามนี้ให้ถาวรสืบไป ซึ่งนับว่าเป็นที่น่ายินดี เมื่อถึงฤดูกาลนี้ก็มีชาวพุทธเลื่อมใสศรัทธาในการทอดกฐินกันทุกปี ซึ่งเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

ความคิดเห็น (0)
ผู้ลงทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถเขียนความคิดเห็นได้!
 

ค้นหา

เมนูสมาชิก