พร้อมด้วยพระภิกษุซึ่งเข้าห้อมล้อมสดับพระธรรมเทศนา ในเวลานั้นพระอานนท์ได้ไปนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรแต่ผู้เดียวในที่สงัด ครั้นเวลาดึก
พระอานนท์ได้ทอดสายตาไปแลเห็นอสูรกายตนหนึ่งร่างกายซูบผอม สพึงกลัว อสูรกายนั้นมาประนมมือเฉพาะหน้าพระอานนท์ และบอกแก่พระอานนท์ว่า
อีก 3 ราตรี ท่านจะมรณภาพ แล้วจะต้องมาเป็นอสูรกายเช่น ข้าพเจ้านี้ พระอานนท์ฟังดังนั้นก็สะดุ้งต่อมรณภัยเป็นอันมาก (เพราะท่านยังเป็นปุถุชนอยู่)
จึงถามอสูรกายไปว่าทำฉันใดเล่าอาตมาจึงจะพ้นจากภัยนั้น อสูรกายก็ตอบว่าถ้าท่านจะพ้นจากมรณภัยก็ให้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบริจาคทาน
แก่ยาจกเข็นใจที่อดยากและแผ่กุศลไปให้อสูรกายทั้งหลาย ท่านก็จักมีอายุยืนต่อไปและอสูรกายทั้งนั้นก็จักอาศัยส่วนกุศลที่ท่านอุทิศให้พ้นทุกขภาวะไปสุคติ
พระอานนท์ได้นำความนี้ขึ้นกราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคก็เห็นด้วยกับความนั้น แต่ตรัสเพิ่มเติมว่า การที่จะบริจาคทานให้ถึงพวกอสูรกายนั้นยากเพราะพวกอสูรกายนั้นได้สร้างอกุศลกรรมไว้มากจักต้องนิมนต์พระอริยเจ้าทั้งหลายมาประชุมกันเจริญพระคาถา เจี๊ยะยู่ไล่ ด้วยทานทั้งหลายจึงจะเป็นผลแก่ อสูรกายเหล่านั้น พระอานนท์ก็ปฏิบัติตาม
ฉะนั้นการทำบุญทิ้งกระจาดซึ่งสืบต่อมาจนทุกวันนี้ จึงมีการให้ทานทั้งผี (อสูรกาย) และคนที่ให้ผีก็มีอาหารซึ่งไปตั้งเซ่น และเสื้อผ้า เงินทอง
(กระดาษเงิน กระดาษทอง) และของใช้ (ที่ทำด้วยกระดาษ) เอาไปเผาส่วนที่ให้คนก็เป็นอาหารเจ เช่น ข้าวสาร ฯลฯ และของใช้ตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนกุยเล้ย
(หมวกเจ็ก) และเกี๊ยะ (รองเท้าแตะ)
พิธีทิ้งกระจาดนิยมกระทำกันในเทศกาลกินเจ และในพิธีกงเต็ก พิธีทิ้งกระจาดในงานกงเต็กจะมีการจัดทำรูปขนาดใหญ่เรียกว่า “ไต้ซือเอี๊ย”
ซึ่งบนศีรษะมีรูปพระกวนอิม ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แบ่งภาคมาเกิดเพื่อทำหน้าที่ดูแลมิให้พวกปีศาจแย่งชิงเครื่องเซ่น การประกอบพิธีที่ปฏิบัติกันทั่วไปนั้น
จะมีการเชิญเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู ที่มาจากที่ต่าง ๆ มายังโรงพิธีและเชิญกระถางธูปจากศาลเจ้าไปร่วมพิธีด้วย การทิ้งกระจาดแบ่งออกได้สองอย่าง คือ
การทิ้งกระจาดฟ้า ซึ่งกระทำโดยจัดสิ่งของที่จะทิ้งไว้บนที่สูงแล้วโยนทิ้งสิ่งของบางอย่างลงมา โยนทิ้งไม้ติ้วมีเบอร์บ้าง อีกอย่างหนึ่งคือการทิ้งกระจาดดิน
เป็นการกำหนดภายหลังต่อจากการทิ้งกระจาดฟ้าแล้ว 10 วัน กระทำโดยจัดสิ่งของวางทิ้งไว้บนดินเพื่อเป็นการทิ้งให้พวกภูติผีปีศาจทั้งหลาย

